Finance&Banking
Corporate Business
SME
What's hot
Investment
Smart Planning
Casual Lifestyle
K-Expert คือใคร?

ทีมผู้ให้คำปรึกษาครอบคลุมทุกเรื่องการเงินจากธนาคารกสิกรไทย ที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำผลิตภัณฑ์การเงินที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มอาชีพ โดยเน้นการให้คำปรึกษาและข้อมูลที่ตอบสนองต่อความต้องการทางการเงินในทุกช่วงชีวิต และช่วยให้มีความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ทางการเงินอย่างมั่นใจ พบกับ K-Expert ทุกสาขาของธนาคารกสิกรไทยได้แล้วตั้งแต่วันนี้

ช่องทางการให้คำปรึกษาทางการเงินมีอะไรบ้าง?
1. ปรึกษาตรงกับ K-Expert
ทุกสาขาธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ
2. ปรึกษาส่วนตัวผ่านอีเมล (E-mail)
ที่ K-Expert@kasikornbank.com เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และความเป็นส่วนตัวให้กับคุณ
3. พูดคุยผ่านกระดานสนทนา (Webboard)
แลกเปลี่ยนความเห็นด้านการเงินกับผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนสมาชิก ผ่านทางกระดานสนทนาบนเว็บไซต์ K-Expert (Text Link to URL: www.askKBank.com/K-Expert)
การนัดหมายเพื่อรับบริการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ต้องทำอย่างไร?
อีกหนึ่งช่องทางสำหรับผู้ที่สนใจรับคำปรึกษาและวางแผนการเงินกับเรา เพียงทำการนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเข้ารับบริการกับผู้เชี่ยวชาญที่สาขาธนาคาร
ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบสาขาที่ให้บริการเพื่อทำการนัดหมายล่วงหน้าได้ที่นี่ (Text Link to URL: http://k-expert.askkbank.com/Pages/PlanningBranch.aspx)
ควรเริ่มต้นออมเงินตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
ควรเริ่มออมเงินทันทีที่มีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือรายได้จากช่องทางอื่น ๆ ที่ได้เป็นครั้งคราวไป เห็นได้ชัดสำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนการออมสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ ขณะที่ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาจะมีสัดส่วนการออมน้อยกว่า แนะนำว่า ควรออมทันทีที่มีรายรับ หรือที่เรียกว่าออมก่อนรวยกว่า
จะแบ่งสัดส่วนการออมและการลงทุนอย่างไร?
เริ่มแรกให้ออมเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำให้ได้อย่างน้อย 10% ของเงินเดือนก่อน พอสะสมจนได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้ว จึงเริ่มนำเงินออมมาลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
ทิ้งเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เท่าไหร่ดี ?
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับยามฉุกเฉิน แนะนำให้กันเงินสำรองส่วนหนึ่งไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เงินสำรองฉุกเฉินควรมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตและอาชีพ ถ้าประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ไม่แน่นอน เช่น นักแสดง เป็นต้น ก็ควรกันเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
ควรออมเงินมากเท่าไรในแต่ละเดือน?
สัดส่วนการออมเงินขั้นต่ำไม่ควรน้อยกว่า 10% ของเงินเดือน/รายได้ ขณะที่บางคนสามารถออมได้สูงถึงประมาณ 40% – 50% ของรายรับในแต่ละเดือน เนื่องจากไม่มีภาระทางการเงิน ดังนั้นการออมเงินล้วนขึ้นอยู่ภาระและวินัยทางการเงิน เพราะหากเราไม่มีวินัยการออมแล้ว เชื่อว่าแม้จะมีเงินเหลือจากการใช้จ่ายปกติถึง 50% ของรายรับ ก็อาจไม่มีเหลือเก็บก็เป็นได้ เนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยราคาสูง จนสูญเสียวินัยออมเงินไป
เงินสำรองที่ควรกันไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายนั้น รวมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ด้วยหรือไม่?
ไม่ควรนำเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มารวมเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เนื่องจากการถอนเงินจากกองทุนดังกล่าวก่อนเวลาอันควรจะทำให้ผิดเงื่อนไขการลงทุนที่จะทำให้คุณเสียประโยชน์ได้
มีหนี้สินผ่อนต่อเดือนอยู่ จะตั้งเป้าหมายการออมอย่างไร?
การออมเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเป็นการออมที่ไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป การตั้งเป้าหมายและพยายามไปให้ถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โดยทั่วไปภาระผ่อนชำระหนี้สินรวมไม่ควรเกิน 35%-40% ของรายได้ต่อเดือน (ภาระผ่อนบัตรเครดิตไม่ควรสูงเกินกว่า 15% ของรายรับต่อเดือน) และควรมีเงินออมให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน หากไม่สามารถออมได้เลยควรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
ควรมีเงินเท่าไหร่ก่อนเกษียณ?
ขึ้นอยู่กับว่าหลังเกษียณแล้ว เรามีความต้องการใช้เงินมากน้อยเท่าไร โดยปกติควรมีให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 70% ของรายจ่ายในปัจจุบัน เช่น ปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณจะมีค่าใช้จ่ายลดลงบางอย่าง ดังนั้นจึงควรเตรียมเงินสำหรับใช้หลังเกษียณต่อเดือนไม่น้อยกว่า 7,000 บาท ทั้งนี้ ควรพิจารณาถึงระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินหลังเกษียณด้วย เช่น 20 ปี รวมถึงพิจารณาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
หลังเกษียณ ควรจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหรือเงินฝากประเภทใด ที่ให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง?
สำหรับผู้ที่เกษียณอายุแล้ว แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ เป็นต้น
กองทุน LTF หากลงทุนถึงปี 2559 แล้ว กองทุนจะแปลงสภาพเป็นกอง Mutual Fund หรือ ปิดกองครับ?
กองทุน LTF จะแปลงเป็นกองทุนรวมตราสารทุน (Equity Mutual fund)
กรณีขายคืนกองทุน LTF ต้องยื่นภาษีหรือไม่?
กรณีที่ขายคืนหน่วยลงทุนกองทุน LTF มี 2 กรณี คือ ขายคืน ตามเงื่อนไข หรือ ขายคืน ผิดเงื่อนไข ซึ่งต้องยื่นภาษีตามแบบ ภงด. 90 ใน ม.40(8) โดยกำไรจากการขายจะได้รับยกเว้นภาษี หากทำตามเงื่อนไข และหากผิดเงื่อนไข จะต้องนำกำไรไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วย
เมื่อลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) แล้วสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ทุกปีหรือไม่?
สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ทุกปีที่มีการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) ทั้งนี้ เงินลงทุนในกองทุน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนภายในปี 2559 เท่านั้น
หากลงทุนใน LTF หลายกองทุน ของหลาย บลจ. สามารถนำเงินลงทุนรวมกันเพื่อขอยกเว้นภาษีได้หรือไม่?
ได้
เมื่อลงทุนใน LTF กองทุนหนึ่งแล้ว สามารถโอนย้ายการลงทุนไปยัง LTF กองทุนอื่นๆ ได้หรือไม่ และจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่องหรือไม่?
ผู้ลงทุนสามารถโอนย้ายหน่วยลงทุนใน LTF ทั้งหมดหรือบางส่วนไปยัง LTF กองทุนเดียวหรือหลายกองทุนได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น บลจ. เดียวกันก็ได้ โดยต้องโอนการลงทุนภายใน 5 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่โอนหน่วยลงทุน และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่องอยู่
ผู้ลงทุนอยากโอนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้บุคคลอื่น สามารถทำได้หรือไม่?
ไม่ได้
ควรรอลงทุนในเดือนธันวาคม จึงจะดีที่สุดจริงหรือไม่?
ไม่จริง ยิ่งคุณลงทุนเร็วเท่าไร เงินที่ลงทุนก็จะเริ่มทำงานเมื่อนั้น ซึ่งผู้ลงทุนควรศึกษาและดูช่วงจังหวะการลงทุน หากลงทุนในเดือนธันวาคม เงินก็จะเริ่มทำงานในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจจะเป็นช่วงจังหวะที่ราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์ขึ้นแล้วก็ได้ ดังนั้น จึงควรติดตามตลาดและศึกษาจังหวะการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) คืออะไร?
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) คือกองทุนรวมที่มีลักษณะผสมระหว่างการเป็นกองทุนรวม กับการเป็นเครื่องมือสะสมเงินไว้ใช้ในยามชราภาพ ที่ทางการให้การสนับสนุน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจ
ซื้อ RMF หรือประกัน เพื่อเป็นเงินเก็บหลังเกษียณดีกว่ากัน?
หากคุณมีอายุไม่มาก สามารถเลือกทำประกันชีวิตก่อนได้ เนื่องจากเบี้ยประกันจะถูกกว่า และเมื่อคุณมีรายได้มากขึ้นในอนาคต ให้ทยอยลงทุนทั้ง RMF และประกันชีวิตเพิ่ม เพื่อลดภาษี และช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างไร?
เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนเงินที่ลงทุนโดยไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD.) รวมถึงเบี้ยประกันแบบบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท/ปี ซื้อปีไหนใช้สิทธิลดหย่อนได้ในปีนั้น สำหรับการประหยัดภาษี ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ยิ่งฐานภาษีสูงมากก็ยิ่งประหยัดได้มาก
เงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) เป็นอย่างไร?
1. ต้องซื้อหน่วยลงทุนของ RMF ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาท (แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะต่ำกว่า) และลงทุนสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี โดยเมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ รวมถึงเบี้ยประกันแบบบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท 2. ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี 3. ต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน 4. ต้องถือหน่วยจนผู้ลงทุนอายุครบ 55 ปี และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงจะขายคืนหน่วยลงทุนได้
เมื่อลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ครบกำหนด 5 ปี และอายุผู้ลงทุน 55 ปีบริบูรณ์แล้ว สามารถขายคืนได้ทั้งหมด หรือต้องรอให้แต่ละยอดเงินลงทุนครบ 5 ปี ?
เมื่อขายคืนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) กรณีถูกต้องตามเงื่อนไข สามารถขายคืนได้ทั้งหมด
ผู้ลงทุนอายุ 60 ปี สามารถลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ได้หรือไม่?
ผู้ลงทุนอายุ 60 ปี สามารถลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ได้ ไม่มีการกำหนดอายุของผู้ลงทุนในกองทุน RMF โดยจะต้องลงทุนไปอีก 5 ปี เงินกำไรที่ได้รับเมื่อขายคืนจึงจะได้รับการยกเว้นภาษี
ก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ผู้กู้เตรียมเอกสารและหลักฐานที่ใช้จะใช้ประกอบในการขอกู้ไปให้ครบถ้วน หลักๆ คือ หลักฐานประจำตัว,หลักฐาน เกี่ยวกับรายได้, หลักฐานเกี่ยวกับ หลักทรัพย์และการซื้อขาย และ หลักฐานอื่นๆ ดังนี้
1. หลักฐานส่วนตัว ประกอบด้วย - สำเนาทะเบียนบ้าน - บัตรประจำตัว - ทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่าหรือใบมรณบัตร - สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)
2. หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำต้องเตรียม - ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง - สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 2.กรณีประกอบอาชีพอิสระ ต้องเตรียม - สำเนาทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล - -บัญชีเงินฝาก พร้อม statement บัญชีเงินฝากกระแสรายวันย้อนหลัง 6 เดือน และ - หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ
3. หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย ประกอบด้วย - สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด - แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน - สำเนาสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญามัดจำ - กรณี เป็นการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดรายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ ส่วนกลาง
4. หลักฐานอื่นๆ ในกรณีที่มีการกู้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ นอกเหนือจากการซื้อบ้าน ธนาคารจะแจ้งให้กับผู้กู้ทราบ เป็นกรณีไป เช่น กรณีขอกู้เพื่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร ต้องมี - แบบก่อสร้างอาคาร - หนังสืออนุญาตปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร - หนังสือสัญญาจ้างปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร เป็นต้น กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ต้องมี - สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม - statement การผ่อนชำระค่างวด ใน 6 เดือนสุดท้าย ตรงนี้สำคัญเพราะจะเป็นวัติการผ่อนชำระเงินกู้ของตัวคุณเอง หากมีประวัติที่ดีการอนุมัติของแบงก์ก็จะเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และ กรณีมีผู้กู้ร่วม ท่านจะต้องเตรียมหลักฐานส่วนตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วมไปด้วย ในขั้นตอนการเตรียมหลักฐานต่างๆ

เอกสารดังกล่าวข้างต้น ท่านจะต้องเตรียมให้ครบถ้วนในวันที่ไปยื่นกู้ เพราะจะมีผลกับการ พิจารณาอนุมัติของแบงก์ หากในวันที่ยื่นกู้เอกสารไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่รับเรื่อง หรืออาจรับเรื่องไว้และให้ผู้ขอกู้นำ หลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ซึ่งผู้ขอกู้ควรจะนำมาให้เจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อจะไม่ทำให้การวิเคราะห์และอนุมัติเงินกู้ล่าช้า ออกไป เพราะฉะนั้นการอนุมัติเงินกู้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการเตรียมเอกสารให้ครบ

ขั้นตอนการขอกู้ซื้อบ้านและระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติ?
สถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจใช้เวลาเร็วช้าต่างกันในการอนุมัติสินเชื่อ แต่โดยทั่วไปแล้ว การยื่นกู้จนถึงอนุมัติให้กู้ของสถาบันการเงินในปัจจุบัน จะใช้เวลานานประมาณ 7 - 20 วันทำการ (หรือ 1-3 สัปดาห์) เกือบทุกสถาบันการเงิน และจะมีขั้นตอนการดำเนินงานในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้
1. ผู้กู้จะต้องติดต่อขอแบบฟอร์ม และยื่นความจำนงขอกู้ พร้อมทั้งนำหลักฐาน ประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน
2. ในการยื่นกู้ สถาบันการเงินจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาหลักประกันด้วย
หลังจากยื่นกู้แล้ว เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน หรือเจ้าหน้าที่จากบริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน จะไปสำรวจและประเมินราคาบ้าน และที่ดินที่จะนำมาจำนองเป็นหลักประกัน และรายงานให้สถาบันการเงินทราบ (มักใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน) จากนั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาคำขอกู้โดยจะทำการวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของผู้กู้รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ และจะแจ้ง ผลการขอกู้ให้ผู้กู้ทราบ (ประมาณ 5-10 วัน)
กู้ซื้อบ้านมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ในการขอสินเชื่อแต่ละครั้งของผู้กู้ นอกจากดอกเบี้ยที่เป็นค่าใช้จ่ายหลักแล้ว ยังมีค่าใช้ จ่ายอื่นๆ ที่ต้องถือเป็นต้นทุนในการกู้ด้วย คือ ค่าธรรมเนียมต่างๆ แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1. ส่วนที่จ่ายให้กับสาถาบันการเงินประกอบด้วย
1.1 ค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมยื่นกู้ อัตราสูงสุดที่ธนาคารคิดกันในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 0-1% ของ วงเงินที่ขอกู้
1.2 ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ อยู่ระหว่าง 0-0.5% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน
1.3 ค่าธรรมประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อมูลค่าบ้าน 1 ล้านบาท
1.4 ค่าปรับที่จะต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินเดิม กรณีไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด 3-5 ปี (ตามแต่ละธนาคาร กำหนด)
2. ส่วนที่จ่ายให้กับกรมที่ดิน ประกอบด้วย
2.1 ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% ของวงเงินที่ขอกู้
2.2 ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน
2.3 ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่
2.4 และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามระเบียบของกรมที่ดิน (หลักร้อยบาท)

ในจำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าจัดการสินเชื่อหรือค่าธรรมเนียมแรกเข้า (1.1)  เป็นตัวแปรที่มีผลต่อการกู้มากที่สุด เพราะ เป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูง และแต่ละธนาคารกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่เท่ากัน บางรายคิดที่ 0.75% บางรายคิด 0.25% หรือบางรายใจป้ำ ไม่คิดค่าธรรมเนียมส่วนนี้ก็มี หรือบางรายคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ตามสัดส่วนของวงเงินกู้ เช่น วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 500 บาท หรือ วงเงินกู้เกิน 3 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 1,500 บาท เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ยมีกี่แบบ จะเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะสม?

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในตลาดปัจจุบัน พอจะแบ่งออกได้ดังนี้

1.อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Loan) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ณ ปัจจุบันตามประกาศของ สถาบันการเงิน ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์ตลาดเงิน หรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินแต่ ละแห่ง ส่วนจะปรับขึ้นหรือลงเมื่อใดนั้น ไม่สามารถบอกได้ บางปีอาจมีการปรับหลายครั้ง บางปีไม่มีการปรับเปลี่ยนเลยก็ เป็นได้ ซึ่งในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยขึ้น-ลง แต่ละครั้ง จะส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนของผู้กู้ โดยเฉพาะ หาก อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นในภายหลัง เงินงวดที่ชำระรายเดือนเดิมอาจต้องมีการปรับสูงขึ้นได้

2.อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate Loan) แบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
2.1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ หมายถึง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ หรือตายตัวตามประกาศของ สถาบันการเงิน ณ ขณะที่กู้ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบัน การเงิน เพราะฉะนั้น เงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนของผู้กู้ จะคงที่ตลอดระยะเวลาที่ผู้กู้เลือก
2.2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกหลังจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหมายถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ย แบบคงที่ระยะสั้น เช่น 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปีแรก หลังจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งอาจจะสูงหรือ ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้ ตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินในขณะนั้น
2.3 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรกหลังจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หมายถึง การกำหนด อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้น 1-5 ปี แต่ในระหว่างนี้อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได เช่น คงที่ 3 ปี ปีที่ 1 เท่ากับ 3% ปีที่ 2 เท่ากับ 4% ปีที่ 3 เท่ากับ 5% หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือ ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ณ ขณะนั้น

3.อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan) หมายถึง อัตราดอกเบี้ย คงที่ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา 3 หรือ 5 ปีตลอดระยะเวลากู้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แต่ ละช่วงจะคงที่โดยอิงกับต้นทุนพันธบัตรบวก 2.5%เช่น ถ้าต้นทุนพันธบัตร 5 % อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะเท่ากับ 7.5% เป็นต้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย เช่นนี้ การตัดสินใจว่าจะเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบไหน คงขึ้นอยู่กับการ วางแผนทางการเงินของผู้กู้เป็นหลัก ถ้าหากต้องการความมั่นใจว่า จะไม่ได้รับกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขึ้นลง การเลือกใช้อัตรา ดอกเบี้ยแบบคงที่ในระยะยาวๆ จะทำให้ผู้กู้สามารถวางแผนด้านการชำระเงินค่าบ้านได้อย่างชัดเจน และไม่ได้รับผลกระทบ จากการเปลี่ยน แปลงของอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าคิดว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ในปัจจุบัน ก็สามารถเลือกใช้อัตราดอกเบี้ย แบบลอยตัว

ยื่นเรื่องกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร ต้องทำประกันชีวิตเหรอ?
ปกติในการให้สินเชื่อสำหรับการกู้ซื้อบ้าน แบงก์มักให้ผู้กู้ทำประกันอัคคีภัย หรือประกันภัยบ้านเท่านั้น เผื่อว่าเวลาเกิดเหตุขึ้นจริง เช่น กรณีไฟไหม้บ้าน ก็ยังได้เงินจากประกันในการสร้างบ้านใหม่ ส่วนใหญ่วงเงินจะน้อยกว่าวงเงินที่เรากู้ เพราะบริษัทจะคิดเฉพาะมูลค่าบ้าน(ไม่รวมราคาที่ดิน) การจ่ายก็จะจ่ายไปพร้อม ๆ กับเงินงวดไปเลย ถ้าเป็นการกู้ใหม่ ก็จะจ่ายไปพร้อมเงินงวด ๆ แรกเลย ครบรอบปีเมื่อไหร่ก็จ่ายอีกครั้ง ดังนั้น เรื่องการประกันภัย เป็นเงื่อนไขของแบงก์จริง แต่การทำประกันชีวิตไม่น่าใช่ และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อด้วย,ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะว่า จำเป็นหรือเปล่า เพราะการทำประกันแบบนี้ ถ้าคุณซึ่งเป็นผู้กู้และทำประกันชีวิตไว้เกิดเสียชีวิตขึ้นมาภรรยาและลูกก็ไม่ต้องเป็นภาระผ่อนต่อ เพราะบริษัทประกันจะจ่ายให้เลย แต่ถ้ามีกรมธรรม์กับที่อื่นอยู่แล้วก็ปฏิเสธไปได้
ประกันภัยที่ซื้อเพิ่มเติมได้เมื่อทำประกันอัคคีภัยบ้านแล้ว?
สำหรับผู้ซื้อบ้านที่มีการทำประกันภัยบ้านแล้ว สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ ซึ่งประกันภัยที่สามารถซื้อเพิ่มเติมจาก ประกันภัยบ้านได้ มีดังนี้ 1. ภัยลมพายุ 2. ภัยจากลูกเห็บ 3. ภัยจากควัน 4. ภัยแผ่นดินไหว 5. ภัยน้ำท่วม 6. ภัยจลาจลและนัดหยุดงาน 7. ภัยเนื่องจากป่าเถื่อนและการกระทำด้วยเจตนาร้าย 8. ภัยระอุ 9. ภัยระอุที่มีการลุกไหม้ / ระเบิด 10. ภัยต่อเครื่องไฟฟ้า
โครงการ "สิทธิประโยชน์สำหรับผู้มีบัญชีเงินเดือนผ่านธนาคารกสิกรไทย (K-Payroll Benefits) คืออะไร
เป็นโครงการซึ่งรวบรวมสิทธิประโยชน์เพื่อมอบแก่ลูกค้าที่รับเงินเดือนผ่านธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีสิทธิพิเศษมากถึง
11 ผลิตภัณฑ์ โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ อาทิ เงินฝากคล่องตัว ครอบครัวอุ่นใจ รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษบวกเพิ่มจากอัตราประกาศของธนาคาร 0.30 % ต่อปี หรือ สินเชื่อบ้าน รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากอัตราปกติ และสิทธิพิเศษ อื่น ๆ อีกมากมาย
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการ K-Payroll Benefits มีอะไรบ้าง
สิทธิประโยชน์ด้านการออมและการลงทุน
ด้วยผลิตภัณฑ์
1.  เงินฝากคล่องตัว ครอบครัวอุ่นใจ
2.  เงินฝากประจำ 3 เดือน
3.  K-Bancassurance (ประกันชีวิตและทรัพย์สินกสิกรไทย)
สิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อ
 ด้วยผลิตภัณฑ์
4.  K-Home Loan (สินเชื่อบ้านกสิกรไทย)
5.  สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กสิกรไทย
6.  สินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทย
7.  K-Personal Loan for Welfare (สินเชื่อบุคคลเพื่อสวัสดิการกสิกรไทย)
8.  K-Credit Card (บัตรเครดิตกสิกรไทย)
9.  K-Express Cash for Payroll (สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทยเพื่อผู้มีบัญชีเงินเดือนผ่านธนาคารกสิกรไทย)
สิทธิประโยชน์ด้านธุรกรรมการเงินอื่นๆ
 ด้วยผลิตภัณฑ์
 10.  SMS ขยันบอก - K-mAlert: Transaction Alert (บริการแจ้งรายการเดินบัญชีเงินฝากผ่าน SMS)
11. K-Direct Debit (บริการชำระเงินผ่านการหักบัญชีอัตโนมัติกสิกรไทย)
ลูกค้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการนี้ คือใคร?
ลูกค้าผู้ที่รับบัญชีเงินเดือนผ่านธนาคารกสิกรไทย
สมัครใช้สิทธิประโยชน์ได้ที่ไหน
สาขาของธนาคารกสิกรไทย ทั่วประเทศ
ต้องนำหลักฐานใดมาแสดงตน เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์บ้าง
เพียงนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่รับเงินเดือนผ่านธนาคารกสิกรไทย มาแสดงพร้อมแจ้งความจำนงขอรับสิทธิ
ประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศ
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2555 บมจ. ธนาคารกสิกรไทย
1 ซอยราษฎร์บูรณะ 27/1 ถนนราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ 10140 โทรศัพท์: 0 2888 8888 โทรสาร: 0 2888 8882